|
madeinthailand
Forum Admin
 149 Posts |
Posted - Jun 01 2008 : 04:02:09
|
เรื่องจริงถูกเขียนโดย นบณัฐพงศ์ (ธีรวุฒ คือชื่อเดิม) 14 กรกฏาคม 2550 ตอนแรกผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะเขียนบทความนี้ดีไหม เพราะพิจารณาว่าบทความนี้ผู้เขียนอาจหมิ่นเหม่ต่อบุคคลอื่น และอาจทำให้ความน่าเชื่อถือของผู้เขียนน้อยลงหรือไม่น่าเชื่อถือเลย เรื่องราวของผู้เขียนในบทความนี้เคยบอกเล่าแก่บุคคลที่อยู่ในธนาคารไทยพาณิชย์ SCB หมดแล้ว แต่บุคคลเหล่านั้นยังไม่รับผิดชอบผู้เขียน ทำให้ผู้เขียนรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ประเทศไทยมาก ถึงอย่างไรผู้เขียนยังไม่หนีไปไหน ผมจึงขอเขียนเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้อื่นได้รับทราบและผู้เขียนไม่มีวันให้อภัยบุคคลเหล่านั้นได้ -------------------------------------------------------------------------------- ตอนที่ 7 เรื่องกฎเราสู่สังคม ผมไม่มีฌานหยั่งรู้อนาคตหรือรู้เรื่องคนอื่นได้ ถ้ามีป่านนี้คงแทงหวยให้ถูก หรือเล่นหุ้นตัวที่กำไรไปนานแล้ว ไม่มานั่งแต่งนิยาย นิทาน หาเรื่องปวดกะโหลกอย่างปัจจุบัน ผมใช้การวิเคราะห์และประสบการณ์อาจจะดูเกินจริงไปสักหน่อย แต่ถ้าลองมาเป็นผม มันอดคิดไม่ได้เหมือนกันขอยกตัวอย่างเช่น มีข่าวว่ามีครูตีเด็กทั้งโรงเรียนหรือการทำโทษในลักษณะแปลกๆ ผมเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเพราะมีบางคนกำลังวางระบบทหารไปสู่สังคมทั่วไป ถ้าให้วิเคราะห์ข่าวนี้ ผมขอสรุปว่าคุณครูอยากให้เด็กนักเรียนมีความรับผิดชอบร่วมกันเพราะผมเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อนเช่นกัน
บางคนคิดว่าสิ่งที่ตนถูกเลี้ยงมาดีที่สุดหรือคิดว่าสังคมแบบตนเป็นสังคมที่ดี จึงอยากวางรากฐานแบบที่ตัวเองเป็น กฎเกณฑ์บางอย่างมันใช้ไม่ได้ทุกที่หรอกครับ บางคนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน จึงเข้าใจว่า"ถ้าสร้างสังคมที่เหมือนกับแบบเรา เราจะไม่ทะเลาะกัน" (คุ้นๆเหมือนอเมริกามะ) สมัยผมเรียนหนังสือเคยโดนแบบนี้เหมือนกันคือถ้าผิดแล้วไม่มีคนรับผิด ทั้งห้องต้องรับผิดชอบด้วยการถูกตีทั้งห้อง (ทั้งโรงเรียนยังไม่เคย) บางครั้งผมถูกสอนแบบสังคมขุนนางบางประเทศเช่นการคุกเข่าเวลาส่งการบ้านให้ครู (สมัยป.2-4)
สมัยเรียนหนังสือ ขอเขียนรวบตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ผมเคยเจออาจารย์อยู่คนหนึ่ง โหดมาก เวลาเข้าเรียนต้องเก็บเศษขยะในห้อง ห้ามมีแม้แต่ขี้เล็บตกพื้น(ประชด) ต้องแต่งกายให้เรียบร้อยสุดๆ โต๊ะที่เรียนต้องวางแนวเป็นเส้นตรง ห้ามมีขอบโต๊ะเกินออกมา นอกเสียจากโต๊ะมีความยาวไม่เท่ากัน สมุดจดห้ามมีที่ผิดแม้แต่ที่เดียว (ให้เพื่อนคอยจับผิดเอ้ยตรวจสอบด้วยการแลกสมุดกัน) เวลานักเรียนทำผิดจะตีๆๆเวลาสอนทุกคนในชั้นไม่กล้าคุย เงียบหมด ข้อดีที่ได้คือ นักเรียนดูเป็นระเบียบ ข้อเสียที่ได้คือ ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย นักเรียนทุกคนที่เรียนจะดูสวยงามเรียบร้อยเป็นเด็กดีในสายตาผู้ใหญ่ แต่เวลาเรียนหนังสือไม่มีใครกล้ายกมือ กล้าถาม เพราะกลัว อะไรคือความพอดีที่ไม่สุดโต่งจนควบคุมไม่ได้ และไม่กดจนไม่มีความคิดสร้างสรรค์ สำหรับผมสิ่งที่ดีที่สุดคือความรับผิดชอบ ไว้ผมเขียนสรุปเรื่องการเรียนหนังสือของผมอีกทีในตอนถัดไป ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่กล่าวมาเป็นสังคมแบบไหนเป็นสังคมทหารหรือไม่ เพราะถ้าเป็นสังคมทหารคงเหมือนที่เราดูหนัง ผ้าปูเตียงต้องตึง แต่งกายต้องถูกระเบียบ ห้ามสงสัย ใครสั่งอะไรต้องทำตามคำสั่ง ซึ่งเข้าใจว่าที่สอนแบบนี้เพราะความลับบางอย่างถูกเปิดเผยไม่ได้ หรือหัวหน้าเองไม่เข้าใจที่จะตอบลูกน้องเช่นกัน เพราะตนถูกสั่งมาเหมือนกัน ข้อดีที่ได้คือ คำสั่งถูกปฏิบัติโดยไม่มีใครแตกแถว ข้อเสียที่ได้คือ หากคำสั่งมีผลประโยชน์ของตัวเองแอบแฝง ไม่มีใครตรวจสอบได้เพราะไม่เคยสงสัยหรือกลัว เรื่องอาจารย์โหดผมเคยเจอสองคนในชีวิต ถ้าถามว่าโดยส่วนตัวชอบการสอนแบบนี้หรือไม่ ผมตอบว่า "ไม่ชอบเลย ที่อาจารย์เอาแต่ตีเรื่องที่ไม่น่าตี แม้เรื่องเล็กน้อยจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องใหญ่ หรือการสอนแบบท่องตำรามาสอน ไม่กล้าให้นักเรียนถาม หรือขู่นักเรียน นักศึกษาถ้าหากสงสัยเพราะเป็นการหักหน้าอาจารย์ หากตอบไม่ได้" การสอนหนังสือจึงไม่ใช่การท่องจำและไม่ใช่ว่าคนอ่านจบเล่มที่หนึ่ง สามารถสอนคนที่เริ่มเรียนเล่มที่หนึ่งได้ แต่ผู้สอนต้องความเข้าใจทั้งระบบโดยรวม อย่างน้อยต้องเข้าใจระบบโดยรวมในสาขาที่ตนเองสอน
จากประสบการณ์หรือกฎเกณฑ์ต่างๆที่ถูกสั่งสอนมา ทำให้สงสัยว่ากฎระเบียงที่วางไว้เป็นสิบๆปี มันใช้ได้ผลจริงๆหรือ? เพราะทุนนิยมที่สร้างกระแสให้สังคมเราเป็นแบบนี้หรือ? หรือจะมีใครบางคนพยายามสร้างกระแสที่ไม่ดีขึ้นมา เพื่อยกหัวหน้าตนเองเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่สังคม ด้วยมองชนชั้นล่างแบบไม่มีราคาจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังสร้าง มันกระทบกับลูกหลานของเราในอนาคตอย่างไร คนบางคนถูกสร้างมาให้มีระบบและระเบียบแบบแผนดูดีเฉพาะภายนอกเท่านั้น แต่ความรับผิดชอบไม่มี คิดว่าตนเองมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ "จึงไม่แปลกใจว่าทำไมสังคมบางประเทศ จึงมีเสียงสะท้อนเรื่องความไม่ยุติธรรมอย่างแพร่หลาย" คนบางคนอยู่ด้วยกฎหมายไม่ได้อยู่ด้วยศีลธรรม หรือคิดว่าเราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำ คนพวกนี้จึงชอบสร้างเรื่องด้วยวิธีผิดๆและโยนความผิดให้ผู้อื่นรับแทน ตอนนี้คนบางคนกำลังวางรากฐานสังคมในแบบฉบับของตน ไปสู่สังคมทั่วไป สังคมในแบบฉบับของตนคือแบบไหน คงเป็นสังคมที่ต้องรักษาคำพูดแม้คนที่โดนหลอกก็ต้องรักษาคำพูด สังคมที่เด็กทำผิดต้องถือว่าเป็นความผิดเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ สังคมที่เด็กถูกสอนให้เป็นผู้ใหญ่และขี้ฟ้องตั้งแต่เด็ก โดยไม่ได้เติบโตไปตามธรรมชาติ สังคมที่คอยกดดันมากกว่าให้กำลังใจหรือรู้จักให้อภัย คนที่ถูกสอน ห้ามเถียง ห้ามสงสัย ทำตามที่สั่งก็พอ สังคมที่เสี้ยมสอนให้คอยกดคนอื่น ไม่ให้โตขึ้นมาแข่งกับเรา(ไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อลูกหลานหรือตนเองโดนบ้าง จะรู้สึกอย่างไง) สังคมที่ไม่ยึดติดพ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ ต่างคนต่างอยู่ โดยวัดคุณค่ากันที่ใครมีเงินมากกว่าถือว่ามีหน้ามีตาอย่างแท้จริง สังคมที่พยายามแข่งกันรวยโดยใช้วิธีไหนก็ได้ พยายามกดขี่หรือหาผลประโยชน์จากผู้ที่อ่อนแอกว่า (สิ่งที่เขียนมีหลักฐานคือตัวผมเองและบุคคลทั่วไปที่อ่านบทความนี้ ลองเอาประสบการณ์จริงของตัวเองคิดแล้วดูว่าผมพูดจริงไหม) ผมจึงสงสารเด็กนักเรียน นักศึกษา เพราะมีบางกลุ่มเอาคนของตัวเองเข้าไปเพื่อสร้างสังคมแบบนี้ ด้วยประสบการณ์ของผมจึงอยากให้ผู้อ่าน อ่านเรื่องคัมภีร์มหาโกง ตอนที่ 23 เรื่องอาจารย์ของหนู ผมไม่เขียนในนี้เพราะกลัวคนอ่านเบื่อ ยิ่งมีประสบการณ์ยิ่งทำให้รู้ว่าคนที่พูดดีแต่งกายสวยงามกริยาเรียบร้อย แต่เวลาเจอเบื้องหลังทำไมถึงสกปรกอย่างนี้เช่น ชอบบังคับให้คนอื่นนอนกับตน ถ้าอยากมีงานทำหรือตำแหน่งในหน้าที่การงานที่ดี ที่เป็นแบบนี้มีเหตุผลง่ายนิดเดียว ตัวเองเคยโดนแบบนี้มาก่อนจึงอยากให้คนอื่นโดนตาม(เหมือนตัวเองตกต่ำจึงอยากให้ผู้อื่นตกต่ำด้วย) ยิ่งมาเจอประชาธิปไตยจอมปลอมที่เล่นบทบังคับทางอ้อม ให้ผู้อื่นไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะต้องหุบปากหรือพูดแต่สิ่งดีๆไม่งั้นไม่เจริญ ผมยิ่งหมดศรัทธา มีที่ไหนบ้างในโลกนี้ที่มีเสรีภาพที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ถ้าหากประเทศประชาธิปไตยในโลกนี้ที่คนส่วนใหญ่คิดกันคือ ประเทศอเมริกา
ถ้าพวกคุณคิดแบบนั้น ผมอยากลองให้คุณอ่านบทสนทนานี้ (สนทนาเป็นภาษาอังกฤษ ตอนนั้นผมพิมพ์เป็นคำๆ) สมัยเรียนมหาวิทยาลัย (ในอินเตอร์เน็ต) นิรนาม : "ผมเป็นซีไอเอ" ผู้เขียน : "ผมคือเคจีบี" (ถ้าจำไม่ผิดบทสนทนาไม่ผิด ผู้เขียนเล่นมุข) นิรนาม : "แม่คุณตายแล้ว" ผู้เขียน : "ผมไม่เล่นแบบนี้นะ" (เพราะแฮร์รี่พูดแบบนี้กับผู้เขียนเหมือนกัน) นิรนาม : "ผมคือแบรดพิตต์ คุณต้องมาอยู่กับผม" ผู้เขียน : "ผมไม่เข้าใจคุณพูดเรื่องอะไร แม่ผมตายได้ไง" (เพราะผู้เขียนพึ่งเจอแม่อยู่เมื่อกี้ อยู่บ้านเดียวกันจะตายได้ไง)
(ผมเข้าใจว่าแฮร์รี่และแบรดพิตต์คงพูดเล่นมากกว่า ฝรั่งเนี้ยมันเอาเรื่องแบบนี้มาพูดเล่นมั้ง ไม่เป็นไร ไม่โกรธเพราะวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน แต่ผมงง ปัจจุบันผมยังอยู่กับแม่) แบรดพิตต์ : "คุณรู้แล้วว่าผมคือซีไอเอ ถ้าคุณไม่อยู่กับผม ผมฆ่าคุณแน่" (ผมยังคิดว่าพูดเล่นนะครับ ในอินเตอร์เน็ตชอบมีอะไรแปลกๆชอบมีคนอ้างว่าเป็นเจ้าชายวิลเลี่ยม เจ้าชายแฮร์รี่และแบรดพิตต์ ) แบรดพิตต์ : "ครอบครัวคุณตายหมดแล้ว ผมไม่พูดเล่น" ผู้เขียน : "ถ้าครอบครัวผมไม่มีแล้วครอบครัวคุณอยู่ที่ไหน" แบรดพิตต์ : "คุณอ่านใจคนได้" ผู้เขียน : "ผมอ่านใจไม่ได้ เมื่อคนอื่นทำกับผมได้ ผมเชื่อว่าต้องทำกับคุณได้เช่นกัน" แบรดพิตต์ : "ผมเกลียดคุณ" ผมโดนเขย่าแนวนี้ตลอด จึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนบ้าทุบพระพรหมถึงบอกว่าพ่อที่เขาอยู่ด้วยไม่ใช่พ่อของเขา (จิตวิทยาหมาหมู่) สำหรับเรื่องแบรดพิตต์ ผมสงสัยมากเพราะมีคนอ้างว่าเป็นแบรดพิตต์อยู่หลายครั้งเช่น สมัยทำงานธนาคารไทยพาณิชย์ SCB ผมโดนเพื่อนที่ทำงานด้วยกันชวนไปเที่ยวเกาะ ด้วยความที่อยากไป ผมโทรไปหาพี่ที่ทำงานแล้วขออนุญาต(ไม่ได้โกหกนะครับ ช่วงวันหยุดยาวคิดว่าไม่น่ามีอะไร) เมื่อโทรไปก็ได้รับอนุญาต เชื่อหรือยังผมเป็นกลางไม่ได้สร้างภาพว่าตัวเองเป็นคนขยัน 5555+ ตอนที่ขึ้นรถทัวร์จำไม่ได้ว่าช่วงขากลับหรือช่วงแวะ มีจังหวะหนึ่งที่เห็นผู้ชายฝรั่งตัวสูง นั่งอยู่บนรถเบาะหน้ากับผู้หญิงเอเชีย ผมขึ้นรถเจอฝรั่งทักทาย ผู้ชายนิรนาม : "ผมแบรดพิตต์" ผู้หญิงนิรนาม : "ฉันแองโจลิน่า"
(ในรถค่อนข้างมืดแต่ผมสังเกตผู้หญิงเอเชียว่าจะเป็นแองโจลิน่าได้ไง) ผู้เขียน : "ผมทอม ครูสสสสส"
ผมไม่ได้ใส่ใจเล่นมุขไปเลย ไม่ได้คิดว่าแบรดพิตต์หรือแองโจลิน่ามาขึ้นรถทัวร์เพราะผู้หญิงที่เห็นเป็นชาวเอเชียแน่นอน ผมดำตัวสูง
อันนั้นคือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับแบรดพิตต์ครับ ไม่รู้เป็นเพราะมีคนอยากแกล้งผมหรือเปล่า (จิตวิทยาหมาหมู่) ยังมีอีก เวลาผู้เขียนไปเที่ยวอาร์ซีเอครั้งหนึ่ง มีผู้หญิงกรี๊ดเพื่อนผมว่าเหมือน"แบรดพิตต์" ผมงงเพราะเพื่อนผมเป็นคนไทยตัวดำจะเป็นแบรดพิตต์ได้ไง แถมเพื่อนผมเล่นมุขอีกว่า"ผมคือแบรดพิตต์" ผู้เขียน : ?? สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมมีเพื่อนคนนี้ชวนไปอเมริกา เพื่อนผู้เขียน : "ถ้านายอยากมีเสรีภาพต้องไปอเมริกา" ผู้เขียน : "เราจะไปทำไม" (ผมยังโง่ในตอนนั้นคิดว่าตัวเองมีเสรี ยังไม่คิดว่าโดนพวกชั้นต่ำมันเอาผมเป็นของเล่น) เพื่อนผู้เขียน : "นายเป็นทาส" (ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกเพื่อนจะพูดว่าเขาซื้อตัวผมแล้ว) ผู้เขียน : "เราเป็นทาสได้ไง" (นึกออกไหม ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นทาสเพราะไม่รู้ตัวว่าโดนตีกรอบ) "ไหนบอกอเมริกาไม่มีทาสไง ทำไมถึงว่าเราเป็นทาส" เพื่อนผู้เขียน : "ไม่มีทาสเฉพาะอเมริกา ไม่ได้หมายถึงประเทศอื่น" ผู้เขียน : "นี้คือตัวจริงของนายเหรอ" เพื่อนผู้เขียน : "ไม่อยากเป็นทาสต้องไปอเมริกา"
เข้าใจไหมครับ ผมโดนซื้อแบบไม่รู้ตัวมีคนใส่ความคิดผมอีกว่าผมเป็นทาสและครอบครัวผมตายหมดแล้ว แต่เรื่องรายละเอียดยังไม่ขอเล่าตอนนี้ ผมโดนเรื่องแบรดพิตต์บ่อยมากจนช่วงหนึ่งผมเล่นเน็ตเจอฝรั่ง ผมไม่ได้คิดอะไรแต่ฝรั่งบอกว่าอยู่คนเดียวในเมืองไทยเหงา ฝรั่งคนนี้พูดไทยได้เก่งมากแต่สำเนียงฝรั่ง ฝรั่งโทรมาหาก็คุยกันเรื่อยๆเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัวของฝรั่ง ผมเป็นผู้ฟังมากกว่าแต่มีประโยคเด็ดคือ "ชอบโม้ว่าตัวเองหล่อเหมือนแบรดพิตต์" โม้มากๆผมหมั่นไส้(จริงๆ)ขอนัดเจอทานข้าวหน่อย ฝรั่งคนนี้ชอบบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเจอผมเบื่อครับพวกขี้โม้เลยเลิกคุยไปโดยปริยาย ตอนนี้มานั่งวิเคราะห์ ฝรั่งคนนี้คือแบรดพิตต์จริงเพราะเปิดความลับตอนอยู่รถทัวร์(ก่อนที่ข่าวลง) พวกเขาเป็นกิ๊กกันมานานแล้ว(แต่ผู้หญิงไม่ใช่แองโจลิน่าแน่นอน) ผมเคยเจอฝรั่งผมดำอ้างว่าเป็นแบรดพิตต์ที่ตรอกข้าวสาร (ยังงงเลยว่า ถ้าเป็นแบรดพิตต์มาตรอกข้าวสารจริง ทำไมไม่เป็นข่าว) ทำไมฝรั่งถึงชอบคุยกับผม? ผมรู้เพราะผมจะโดนบีบให้ตายในอนาคต พวกเขาเชื่อว่าผมต้องตายไปพร้อมกับความลับ สังคมของพวกเขาเป็นแบบนี้ ไว้ใจใครไม่ได้ กลัวโดนอัดเทป กลัวโดนฟ้อง กลัวนู่นกลัวนี้ เพราะตัวเองทำแบบนี้กับผู้อื่นมาก่อนจึงกลัวคนอื่นทำกับตัวเอง ที่ก้าวหน้าได้มีตำแหน่งใหญ่โตเพราะใช้วิธีนี้ทั้งนั้น ที่ผมเขียนเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทราบ เพราะเคยบอกกล่าวหมดแล้วขณะที่ผมทำงานธนาคารไทยพาณิชย์ SCB ฉะนั้นเพื่อความยุติธรรมต้องให้ชาวบ้านได้รับรู้ด้วย ส่วนจะเชื่อหรือไม่ มันอีกเรื่องหนื่ง ...กลับมาต่อ... สังคมของพวกเขาเป็นสังคมระแวงไม่ไว้ใจใคร ส่วนตัวผมโดนติดตามพฤติกรรมมานานแล้ว เพราะผมถูกเป็นของเล่นและมนุษย์ทดลอง คนพวกนี้เห็นผมมีเสรีภาพ อยากพูดอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ (แต่ผมรับผิดชอบ) พวกเขาไม่เคยเป็นแบบผม พวกเขาโกรธแค้นและอยากให้สังคมเป็นแบบพวกเขา นี้คือสังคมที่พวกคุณเห็น บางคนพูดจาเพราะมาก ครับ ครับ ครับ แต่ไม่ไว้ใจกัน ไม่กล้านินทา(เทพมาเกิด) คนดีจริงเขาไม่อึดอัดเวลาทำความดีเพราะมันเป็นตัวของเขาเองไม่ต้องระบายกับใคร ส่วนพวกแกล้งทำดีเพราะสร้างภาพจีงเก็บกดต้องไประบายกับคนที่คิดว่ากูแกล้งได้ (ไม่กล้าสู้คนที่ใหญ่กว่า) จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมสรุปประโยคที่ว่า"ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน" คำกล่าวนี้ในสังคมทหารหรือตำรวจบางประเทศจึงไม่จริง เพราะทุกคนถูกสอนให้จับผิดตั้งแต่เด็ก ทุกคนถูกสอนให้มองคนรวยว่าน่านับถือจะเลีย(?)นายไม่เป็นไร ของให้มีกะตังไว้ก่อนก็พอ นี้เป็นสังคมอีกรูปแบบหนึ่งที่เจอและเส้นทางที่ผมเดินนั้น บางครั้งทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าที่ผมเขียนบทความนี้เพราะเสรีภาพที่อยากเขียนหรือเป็นเพราะชะตากรรม...........
สิ่งสุดท้ายที่อยากให้สงสัย : ผู้ที่อ่านบทความนี้ไม่ว่าทหาร ตำรวจหรือหน่วยงานบ้าบออะไรก็แล้วแต่ เคยลองสังเกตุตัวเองไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีปัญหาทางครอบครัว ทำไมครอบครัวเราชอบมีเรื่องอุบัติเหตุหรือเกิดมาเป็นลูกเลี้ยงคนอื่น เคยสงสัยไหมครับ? ถ้ายังไม่สงสัย จงสงสัย ปล.ที่กล่าวมาเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองจึงเขียนได้ในลักษณะนี้ หลังม่านประวัติศาสตร์จึงไม่จำเป็นหักมุขว่าเป็นเรื่องฝันหรือคิดเองแต่เป็นเรื่องจริงแน่นอน
----------------------------------------- ถ้าคุณชอบบทความนี้ ช่วยอ่านบทความในเวปนี้ด้วยครับ มีลิงค์บทความให้อ่านอีกมากมาย http://scbbadth.tripod.com หรือ http://www.geocities.com/scb100yr หรือ http://board.dmisc.com/talktome และ http://my.dek-d.com/madeinthailand เหมือนกันหมดครับ ------------------------------------------------------ ตอนนี้ผมว่างงาน ผมทำงานหรือใช้ชีวิตทำงานแบบปกติไม่ได้เพราะธนาคารไทยพาณิชย์ ผมเลยคิดว่าอยากเขียนบทความ เรื่องสั้น นิยาย นิทาน หากผู้ใดอ่านแล้วชื่นชอบแล้วอยากซื้อ เหมือนเราซื้อหนังสือ แต่เปลี่ยนจากหนังสือเป็นเว็บแทน ยินดีรับเงินจากผู้อ่านตามนี้ครับ หรือใครอยากอ่านเฉยๆไม่อยากให้เงิน ผมก็ยินดีเพราะของฟรีมีในโลกครับ ขอให้อ่านก็พอ ขอยืนยันอีกครั้งว่านี้ไม่ใช่การบริจาคหรือขอเงินแต่เป็นการใช้สมองของผู้เขียนขายบทความทางเว็บเท่านั้น แก้ไขเลขที่บัญชีใหม่ ธนาคาร ไทยธนาคาร สาขา ย่อยจักรวรรดิ เลขที่บัญชี 068-2-04705-4 ชื่อไทย นายนบณัฐพงศ์ สุริยาโรจน์ ชื่ออังกฤษ MR.NOBNUTPONG SURIYAROJ ผมจะไม่ฆ่าตัวตายและชีวิตผมไม่ชอบแช่งใคร เพราะมีคนเคยสอนว่าไม่ดี แต่วันนี้ผมขอสาปแช่งว่า ผู้ใดที่กระทำให้ นายนบณัฐพงศ์ สุริยาโรจน์ เป็นผู้ที่ลำบากกายหรือลำบากใจอย่างปัจจุบันนี้ ในทางตรงหรือทางอ้อม หรือ เบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง โดยมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาแต่รู้ตัวก็ตาม โดยไม่รับผิดชอบหรือวางเฉยและไม่บอกกล่าวให้นายนบณัฐพงศ์ สุริยาโรจน์ได้รับทราบตลอดไป ผมขอให้ผู้นั้นทั้งตระกูลพินาศและขอให้ธนาคารไทยพาณิชย์พินาศด้วยเช่นกัน * ผมเปิดให้แสดงความคิดเห็นได้ครับ แต่อย่าลงรูปนะครับเพราะจะทำให้การดึงข้อมูลช้าได้
|
|